วิธีการรักษาและป้องกันสิว

ปัจจุบันมีการศึกษาและมีความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับสมดุลจุลินทรีย์ตามธรรมชาติของผิวหนัง และมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งและถูกต้องขึ้นว่าต้นเหตุที่แท้จริงของสิวคือการอักเสบ ความรู้ความเข้าใจใหม่นี้ ส่งผลให้การรักษาสิวเปลี่ยนไปจากเดิม คือ เปลี่ยนจากการพยายามฆ่าแบคทีเรียทั้งหมดบนผิวหนังเป็น

•ปรับสมดุลของจุลินทรีย์ตามธรรมชาติบนผิว

•ขจัดสาเหตุภายนอกที่ทำให้มีการอักเสบของผิวหนัง

•ฟื้นฟูเกราะผิวตามธรรมชาติ

•ปรับสมดุลของต่อมน้ำมันในผิวหนัง

สิวหายด้วยอาหาร: ลดปริมาณน้ำตาลและอาหารไขมันสูง | เพิ่มอาหารที่มีกากใยและวิตามินสูง เช่นผัก และ ผลไม้ รวมถึงเห็ดหลากหลายชนิด | ห้ามรับประทานยาปฏิชีวนะโดยไม่ปรึกษาแพทย์ 

ประชากรที่เลือกรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ไขมันต่ำ และไม่มีผลิตภัณฑ์จากนม ไม่เป็นสิว1 !

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของชาวเอสกิโมจากวัฒนธรรมการล่าสัตว์ไปสู่วิถีชีวิตในเมืองทำให้เกิดปัญหาสิวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว2 การเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารแบบดั้งเดิมของชาวโอกินาวาและชาวจีนไปสู่การรับประทานอาหารแบบตะวันตกมากขึ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาสิวที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน3 ข้อมูลทางระบาดวิทยาล่าสุดพบความเสี่ยงในการเกิดสิวที่มากขึ้นจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว กล่าวให้เข้าใจง่ายๆคือ สิวมีความสัมพันธ์อย่างมากกับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ไขมันสูง และมีผลิตภัณฑ์จากนมเป็นองค์ประกอบ1-4

สิวกับอาหาร อาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง ดัชนีน้ำตาลสูง และนม สามารถทำให้เกิดสิวมากขึ้นได้ เพราะอาหารเหล่านี้ไปเพิ่มระดับของทั้ง insulin-like growth factor-1 และอินซูลิน ระดับที่เพิ่มขึ้นของสารดังกล่าวไปกระตุ้นการผลิตน้ำมัน (ซีบัม) ในผิวหนัง5-6 และเมื่อผิวมัน คนก็มักล้างหน้ามากขึ้น ซับหน้าบ่อยขึ้น ใช้ผลิตภัณฑ์มาคุมความมัน และมีพฤติกรรมอื่นๆที่ไปรบกวนเกราะผิวมากขึ้น ส่งผลให้มีการอักเสบ ซึ่งนำไปสู่การเกิดสิว

สิวเป็นหนึ่งในหกของโรคอักเสบเรื้อรัง (โรคดื้ออินซูลิน โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคดัชนีมวลร่างกายสูง และโรคสิว) ที่มีสาเหตุมาจากการที่ระบบควบคุม สารอาหาร/พลังงาน/ศักย์ไฟฟ้า และการสังเคราะห์โปรตีนในร่างการ (mTORC1 protein complex) ถูกกระตุ้นให้ทำงานมากเกินไป  อาหารที่มีไขมันสูงน้ำตาลสูงและวิถีชีวิตที่มีความเครียดสูงเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นระบบควบคุมดังกล่าว9

            งานวิจัยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของจุลินทรีย์ต่อสุขภาพของมนุษย์ จำนวนประชากรจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์มีมากกว่า 10 เท่าของจำนวนเซลล์ของมนุษย์ โดยจุลินทรีย์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์10,11

สิวกับสมดุลจุลินทรีย์ งานวิจัยพบความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้กับสิว!  กลไกหนึ่งที่ความเครียดทำให้สิวมากขึ้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารซึ่งส่งผลให้มีการซึมผ่านของสิ่งต่างๆในลำไส้เข้าสู่ระบบไหลเวียนมากขึ้น เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมในกระแสเลือดมากขึ้น ร่างกายก็มีปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อสิ่งต่างๆ และแสดงออกในรูปของผิวหนังอักเสบได้ (ไม่ต่างจากการขึ้นผื่น เมื่อเรารับประทานอาหารที่แพ้เข้าไป) ซึ่งเมื่อมีการอักเสบ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรสิว12

งานวิจัยและหลักฐานต่างๆชี้ให้เห็นว่าการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงแต่มีเส้นใยต่ำสามารถเปลี่ยนแปลงกลุ่มจุลินทรีย์ในลำไส้ได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบที่ผิวได้ รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวกับการเผาผลาญด้วย 

ดังนั้นจึงแนะนำให้ดูแลระบบทางเดินอาหารให้แข็งแรงเพื่อต่อสู้กับสิว

การบริโภคอาหารที่หลากหลายมากขึ้นจะช่วยสร้างความหลากหลายของแบคทีเรียในทางเดินอาหารของคุณ เส้นใยอาหารตามธรรมชาติเป็นแหล่งอาหารที่ดีของแบคทีเรียในทางเดินอาหาร

เส้นใยธรรมชาติจากอาหารเช่น ผลไม้ ผัก พืชตระกูลถั่วและเมล็ดธัญพืช จะไปช่วยบำรุงจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารให้แข็งแรง และเมื่อจุลินทรีย์ย่อยเส้นใยก็จะผลิตกรดไขมันสายสั้นที่ช่วยบำรุงผนังทางเดินอาหารให้เรา ทำให้เรามีเกราะผนังลำไส้ที่แข็งแรง การไม่มีสารแปลกๆจากลำไส้รั่วไปในระบบไหลเวียน ก็ตัดปัญหาระบบภูมิคุ้มกันที่มักเห่อขึ้นมาอย่างไม่ทราบสามเหตุ (สาเหตุคือผนังลำไส้ไม่แข็งแรง) จึงไม่มีการอักเสบในร่างกายบ่อยๆ จึงลดความเสี่ยงของโรคต่างๆรวมถึงสิวด้วย

อาหารหมักดองเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยแบคทีเรียที่ดี

อาหารสดใหม่ มีจุลินทรีย์ที่หลากหลายมากกว่าอาหารปรุงสุกและแปรรูป

เห็ดที่สามารถทานได้มีพรีไบโอติกที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร13

อาหารที่มีน้ำตาลสูงและไขมันสูงเป็นอันตรายต่อความหลากหลายของจุลินทรีย์ของคุณ

สิวหายด้วยการนอนและไม่เครียด: นอนหลับสนิทให้เพียงพอ | รู้วิธีคลายเครียด

สิวกับการนอน การนอนหลับมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูการทำงานของสมอง ระบบภูมิคุ้มกันและระบบการเผาผลาญ รวมถึงช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย การนอนหลับไม่เพียงพอหรือคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดีเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของสิว14 การนอนหลับไม่เพียงพอสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันไม่สมดุลและเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถกระตุ้นวงจรสิวได้ การอดนอนเกี่ยวข้องกับการอักเสบที่เพิ่มขึ้นโดยการไปเพิ่มไซโตไคน์ที่ทำให้เกิดการอักเสบ15

ไม่เครียดและนอนหลับให้เพียงพอเป็น 1 ใน 3 แนวทางในการรักษาสิวที่ชาวญี่ปุ่นใช้ โดยแนวทางที่การแพทย์ญี่ปุ่นใช้ในการรักษาสิว มี 3 ข้อ ได้แก่ 1) พยายามหยุดการอักเสบ 2) พยายามรักษาเกราะป้องกันผิวและ 3) ลดความเครียดและนอนหลับให้เพียงพอในชีวิตประจำวัน16

สิวหายด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าที่ดี: ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าไม่ควรทำลายเกราะป้องกันผิว | ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่ปรึกษาแพทย์ | หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ระคายเคืองหรือทำให้เกิดการอักเสบหรือแสบ | ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารกันบูดมากเกินไป

ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับสิวได้ระบุว่าสิวเป็นโรคอักเสบ โดยมีการอักเสบขนาดเล็กเป็นสาเหตุของการเริ่มวงจรสิว17,18 งานวิจัยต่างๆได้บ่งชี้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวระคายเคืองสามารถทำให้วงจรสิวเริ่มได้ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากสำหรับผู้บริโภคที่จะเข้าใจส่วนผสมทั้งหมดในเครื่องสำอาง ดังนั้นผู้บริโภคควรใส่ใจกับปฏิกิริยาบนผิวหนังของตนต่อผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ การโฆษณาเกินจริงอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ในทางการแพทย์ไม่เคยมีการระบุว่า การรักษาสิวต้องทนช่วงผิวแย่ๆอักเสบมากๆก่อนแล้วผิวถึงจะดี (เป็นคำแก้ตัวของผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงทั้งหลาย) ความจริงปฏิกิริยาแย่ๆทางผิวหนังเหล่านั้น (เช่น แสบ ผิวแห้ง ผิวลอก ผิวคัน) เป็นตัวบ่งชี้ว่าผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะกับคุณ และกำลังทำร้ายผิวคุณ

การเปลี่ยนแปลงค่า pH ของผิวหนังเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว pH ตามธรรมชาติของผิวหนังจะเป็นกรดอ่อนๆ คือ 5.5 สำหรับผู้ชาย และ 5.4-6.0 สำหรับเพศหญิง การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีค่า pH เป็นกลางหรือเป็นเบส (7 หรือมากกว่า) สามารถเปลี่ยนค่า pH ธรรมชาติของของผิวหนังได้ ซึ่งไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดสิวได้19 งานวิจัยจำนวนมากได้แสดงให้เห็นว่า การล้างผิวด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่มีค่า pH เป็นกลางหรือเป็นเบสเล็กน้อยจะทำให้ pH ของผิวเพิ่มขึ้นได้ถึง +3.0 หน่วย และการฟื้นฟูค่า pH ของผิวหนังให้อยู่ในสภาพที่เป็นกรดต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง  การทำลาย pH ของผิวหนังนี้จะไปทำลายการทำงานของเกราะป้องกันผิวและส่งผลให้เกิดวงจรสิวได้ สำหรับสภาพผิวที่แข็งแรงและมีเกราะป้องกันผิวที่สมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH เป็นกรด 4 – 620 เครื่องสำอางที่มีกรดแก่ (สารลอกผิว, pH ต่ำกว่า 4) อาจทำให้เกราะป้องกันผิวหนังเสียหายและเกิดการอักเสบได้ง่าย

การใช้สารชะล้างแรงๆเป็นสาเหตุของการเกิดสิว สารชะล้าง (สารเซอร์แฟกแทนท์—สารที่ทำให้น้ำผสมเข้ากับน้ำมันได้) แรงๆ เช่นสบู่ (เกลือโซเดียม หรือ โปแตสเซียมของกรดไขมัน) หรือสารเซอร์แฟกแทนท์ที่เป็นประจุลบสูงๆ เช่น laureth sulfate หรือ lauryl sulfate หรือ hydroxysultaine ก็ทำให้เกราะผิวเสียหายได้เพราะจะไปอุ้มไขมันที่ทำหน้าที่เป็นกาวปิดผนึกเกราะผิวออกมา ส่วนสารเซอร์แฟกแทนท์แบบประจุบวกที่นิยมใช้ในครีมนวดผม เช่น พวก quarternium ก็จะทำให้สมดุลประจุที่ผิวมีปัญหา และผิวแพ้ได้ง่าย

รูปแบบการล้างหน้าก็สำคัญ ความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่ผิวหนังมีความสำคัญมาก ผิวที่แข็งแรงต้องมีสมดุลจุลินทรีย์ที่หลากหลาย การล้างหน้าบ่อยเกินไปหรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่แรงเกินไปหรือการล้างด้วยการถูแรงเกินไป อาจส่งผลให้สูญเสียความหลากหลายของจุลินทรีย์ไปได้มาก การบำรุงรักษาความหลากหลายของจุลินทรีย์บนผิวของคุณจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผิวที่แข็งแรง 

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ไม่ทำร้ายผิวสำคัญต่อสุขภาพผิวมาก ในการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวควรคิดถึงสิ่งต่อไปนี้

  • สิวหายด้วยการรักษาสมดุลของจุลินทรีย์บนผิวหนัง: มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH 4 – 6 | หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารกันบูดมากเกินไป| หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำงานโดยการทำลายจุลินทรีย์ทั้งหมดบนผิวหนัง | หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่แรงเกินไป | ล้างหน้าเบา ๆ | อย่าล้างหน้าบ่อยเกินไป | ใช้น้ำมันเพื่อเช็ดเครื่องสำอางก่อน แล้วจึงตามด้วยการล้างหน้า เพื่อเลี่ยงการต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีสารลดแรงตึงผิวที่รุนแรง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้สารชะล้างในกลุ่มซัลเฟต
  • สิวหายด้วยการไม่ทำร้ายผิวด้วยผลิตภัณฑ์แรงๆ: มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยน | หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดรอยแดงหรือแห้งกร้านหรือรู้สึกแสบร้อนหรือคัน
  • สิวหายด้วยการฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ: ใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีค่า pH 4 – 6 | หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารลดแรงตึงผิวที่ชื่อลงท้ายด้วยซัลเฟต หรือ ซัลเทน | อย่าล้างหน้าบ่อยเกินไป | ล้างหน้าเบา ๆ |  หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารกันบูดมากๆ

เอกสารอ้างอิง

  1. Cordain, L.;  Lindeberg, S.;  Hurtado, M.;  Hill, K.;  Eaton, S. B.; Brand-Miller, J., Acne vulgaris: A disease of western civilization. Archives of Dermatology 2002, 138 (12), 1584-1590.
  2. Schaefer, O., When the eskimo comes to town. Nutrition Today 1971, 6 (6), 8-16.
  3. Shen, Y.; Wang, T.; Zhou, C. et al. Necropsies on Okinawans: Anatomic and pathologic observations (1946) Arch Pathol, 42, 359-380.
  4. Lynn, D. D.; Umari, T.; Dunnick, C. A.; Dellavalle, R. P., The epidemiology of acne vulgaris in late adolescence. Adolesc Health Med Ther 2016, 7, 13-25.
  5. 5. Adebamowo C.A., Spiegelman D., Berkey C.S., Danby F.W., Rockett H.H., Colditz G.A., Willett W.C., Holmes M.D. Milk consumption and acne in teenaged boys. J. Am. Acad. Dermatol. 2008;58:787–793. 
  6. 6. Adebamowo C.A., Spiegelman D., Berkey C.S., Danby F.W., Rockett H.H., Colditz G.A., Willett W.C., Holmes M.D. Milk consumption and acne in adolescent girls. Dermatol. Online J. 2006;12:1. 
  7. 7. Agamia N.F., Abdallah D.M., Sorour O., Mourad B., Younan D.N. Skin expression of mammalian target of rapamycin and forkhead box transcription factor O1, and serum insulin-like growth factor-1 in patients with acne vulgaris and their relationship with diet. Br. J. Dermatol. 2016;174:1299–1307. 
  8. 8. Kim H., Moon S.Y., Sohn M.Y., Lee W.J. Insulin-Like Growth Factor-1 Increases the Expression of Inflammatory Biomarkers and Sebum Production in Cultured Sebocytes. Ann. Dermatol. 2017;29:20–25. 
  9. Melnik, B. C., Acne vulgaris: The metabolic syndrome of the pilosebaceous follicle. Clinics in Dermatology 2018, 36 (1), 29-40.
  10. Salvucci E. Microbiome, holobiont and the net of life. Crit. Rev. Microbiol. 2016;42:485–494. 
  11. Hooper L.V., Littman D.R., Macpherson A.J. Interactions between the microbiota and the immune system. Science. 2012;336:1268–1273.
  12. Bowe W., Patel N.B., Logan A.C. Acne vulgaris, probiotics and the gut-brain-skin axis: From anecdote to translational medicine. Benef. Microbes. 2014;5:185–199.
  13. Jayachandran M, Xiao J, Xu B. A Critical Review on Health Promoting Benefits of Edible Mushrooms through Gut Microbiota. Int J Mol Sci. 2017;18(9):1934. 
  14. McEwen, B. S.; Karatsoreos, I. N., Sleep deprivation and circadian disruption: Stress, allostasis, and allostatic load. Sleep Medicine Clinics 2015, 10 (1), 1-10. 
  15. Dreno, B.;  Bagatin, E.;  Blume-Peytavi, U.;  Rocha, M.; Gollnick, H., Female type of adult acne: Physiological and psychological considerations and management. JDDG: Journal der Deutschen Dermatologischen Gesellschaft 2018, 16 (10), 1185-1194.
  16. Katoh, N.;  Ohya, Y.;  Ikeda, M.;  Ebihara, T.;  Katayama, I.;  Saeki, H.;  Shimojo, N.;  Tanaka, A.;  Nakahara, T.;  Nagao, M.;  Hide, M.;  Fujita, Y.;  Fujisawa, T.;  Futamura, M.;  Masuda, K.;  Murota, H.; Yamamoto-Hanada, K., Japanese guidelines for atopic dermatitis 2020. Allergology International 2020, 69 (3), 356-369.
  17. Dréno, B., What is new in the pathophysiology of acne, an overview. J Eur Acad Dermatol Venereol 2017, 31 Suppl 5, 8-12.
  18. Dreno, B.;  Pecastaings, S.;  Corvec, S.;  Veraldi, S.;  Khammari, A.; Roques, C., Cutibacterium acnes (Propionibacterium acnes) and acne vulgaris: a brief look at the latest updates. Journal of the European Academy of Dermatology and Venereology 2018, 32, 5-14. 
  19. Pluetrattanabha, N.; Kulthanan, K.; Nuchkull, P.; Varothai, S. The pH of skin cleansers for acne. Indian J Dermatol Venereol Leprol 2015, 81, 181-185.
  20. Blaak, J.; Staib, P., The Relation of pH and Skin Cleansing. In Current Problems in Dermatology (Switzerland), 2018; Vol. 54, pp 132-142.


Sciences of Acne